เราอาจจะจำ เป้-ทวีเวท, ป่าน-อุทัยศรี และ ปุย-พินทุสร ศรีณรงค์ ได้จากการเป็นพี่น้องนักดนตรีคลาสสิคแสนเก่งของประเทศไทย (ไม่ต้องนับว่าเป็นครอบครัวนักดนตรีที่หน้าตาดีมากๆ) ทั้งยังเป็นครอบครัวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยการเป็นนักเรียนทุนส่วนพระองค์ ทั้ง ป่านและเป้
แต่บทบาทใหม่ของพวกเขาก็คือการเป็นศิลปิน ซึ่งทำเพลงแนวที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ ฟิวชั่น ระหว่างเพลงคลาสสิคและเมนสตรีมอย่าง ป๊อป, ร็อค, เทคโน ฯลฯ ในนามของวง วีทริโอ (VieTrio)
"เราอยากจะให้คนฟังเห็นดนตรีคลาสสิคเป็นเรื่องง่าย อย่าคิดไปว่าเป็นของไฮโซหรูหราจับต้องไม่ได้ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เราเองก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นแบบนั้นด้วย" ป่านพี่สาวคนรองมือเชลโลว่า
ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้วอาจจะเชื่อกันว่าเพลงคลาสสิคนั้นเป็นเพลงชั้นสูงที่มีแต่คนรวยๆ การศึกษาสูงเท่านั้นที่ฟัง
"แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของคนเป็นนักดนตรีนะครับ" เป้ ทวีเวท ให้ความเห็น

|
"ดนตรีคลาสสิคมันก็เป็นดนตรีแนวหนึ่ง เหมือนๆ กับ ป๊อป ร็อค ฯลฯ มันอาจเป็นรากฐานของดนตรีเพราะมันอยู่มานาน แต่สำหรับนักดนตรีเราต้องเข้าถึงดนตรีได้ทุกประเภท ผมเองก็โตมากับทั้งคลาสสิคและเพลงป๊อปกระแสซึ่งก็ชอบทั้งสองอย่าง"
นั่นเองที่เป็นแนวคิดหลักของอัลบั้ม มิราเคิล อัลบั้มแรกของพวกเขาจากการร่วมมือของ 3 พี่น้อง โดยที่ เป้ ในฐานะพี่ใหญ่นอกจากจะทำหน้าที่เล่นไวโอลินในวงแล้ว ยังรับหน้าที่แต่งเพลงและเรียบเรียงเพลงทั้งหมดในอัลบั้ม
"จริงๆ แล้วก็สนุกนะ เราอาจจะดูเหมือนวาเนสซ่า เมย์ แต่ว่านั้นเขาเอาเพลงคลาสสิคมาเล่นให้เป็นเพลงป๊อปขึ้น แต่เราจะเอาช่วงสั้นๆ ของเพลงคลาสสิคมาแต่งต่อโดยดูความเป็นไปได้ว่าเป็นสไตล์ไหน หรือเอาเพลงช้าๆ อย่างเพลง มิราเคิล เราก็เอามาจากควอเต็ดของ บีโทเฟ่น ซึ่งคนไทยอาจจะไม่ค่อยได้ฟัง เราเอาโน้ตแค่ 4 ตัวมาแต่งเพิ่มขึ้น" เป้ยกตัวอย่าง
หลายๆ เพลงในนี้ก็ยกมาจากเพลงคลาสสิคที่คนไทยหลายคนคุ้นหูแต่อาจจะไม่รู้ว่าเป็นเพลงคลาสสิค อย่างเพลงธีมในแต่งงาน ซึ่งเป็นเพลงโอเปร่าของ ริชาร์ด วากเนอร์ หรือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl อย่าง Cannon in D ของพาเชลเบล เป็นต้น
ปัญหาในการทำงานนั้น เป้ว่าก็มีอยู่บ้างนิดหน่อย ในขณะที่เขาแต่งเพลงในสไตล์คลาสสิคด้วยกระดาษโน้ตกับดินสอ เพราะถูกฝึกมาอย่างนั้น แต่โปรดิวเซอร์ในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามาก แต่ที่เขายังเรียนระดับปริญญาเอกอยู่ที่สหรัฐอเมริกาต้องไปๆ มาๆ ก็เป็นปัญหาในการทำอยู่บ้าง รวมไปถึงป่านเองก็ทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น
"ตรงไหนพี่เป้แต่งแล้วไม่ชอบ ก็จะแก้มาแล้วจะเป็นหน้าที่ปุยจัดการเก็บขยะ" น้องสาวคนสุดท้องที่เล่นไวโอลินเหมือนกับพี่ชายชี้นิ้วที่ตัวเองก่อนหัวเราะคิกคัก
อีกส่วนหนึ่งที่ทั้ง 3 เป็นห่วงแต่ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้วก็อย่างที่เพลงของพวกเขา ไม่มีเนื้อร้องจะมีอยู่บ้าง ประมาณ 1-2 เพลง
"เราก็คิดว่าเพราะเราก็ป๊อปมากทีเดียว แต่ว่าคนฟังเพลงไทยอาจจะไม่คุ้นบ้างเพราะว่าเราไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งคนอาจจะไม่ชินไม่รู้ว่าร้องตามยังไง" ป่านว่า
รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังทำเหมือนวัดใจนิดๆ
"เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพลงญี่ปุ่น เกาหลีที่ตีตลาดบ้านเราอยู่ เราก็ไม่ได้ฟังรู้เรื่องใช่ไหม เรามองกลับมาเพลงมีองค์ประกอบ 2 อย่าง ดนตรี กับ เนื้อร้อง ดนตรีเหมือนอาหารทำเสร็จแล้ว และเนื้อร้องเป็นส่วนที่ปรุงแต่งให้มันอร่อยขึ้น ให้ผู้แต่งใช้บอกว่าเขาต้องการให้คนฟังคิดอย่างไร เหมือนอ่านนิยาย กับดูหนัง หนังเข้าใจง่ายกว่า แต่คนอ่านนิยายจะไปดูแล้วจะไม่ชอบ เพราะจินตนาการเราไปได้กว้างไกลมาก
"ดนตรีของเราก็เหมือนเป็นนักร้องของอัลบั้มนี้ ซึ่งไม่กำหนดว่าคนฟังควรคิดหรือรู้สึกยังไงกับเพลงแต่จะพาให้คุณเข้าใจถึงความมหัศจรรย์"
""เราก็เลยตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า "มิราเคิล" (มหัศจรรย์) ไงครับ" เป้สรุปพร้อมรอยยิ้มตรงมุมปาก"
***ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11079, หน้า 24 |